ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของนครนะญัฟ
นครนะญัฟ อัลอัชรอฟ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอิรัก และอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรทีส โดยอยู่ห่างจากจังหวัดแบกแดดประมาณ 160 กิโลเมตร เมืองนี้สร้างขึ้นบนพื้นที่ราบกว้างใหญ่ ซึ่งทางด้านตะวันตกมองลงไปยังพื้นที่ต่ำที่เรียกว่า “บะห์รุนนะญัฟ” และทางด้านเหนือมีอาณาเขตติดกับสุสานวาดีอัสสลาม
พื้นที่ราบของนะญัฟที่เรียกว่า “ร็อบวะตุนนะญัฟ” ถือเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงรูปสามเหลี่ยมนะญัฟ–กัรบะลาอ์
จุดที่สูงที่สุดอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 176 เมตร ขณะที่ระดับความสูงโดยทั่วไปบริเวณขอบด้านตะวันตกอยู่ระหว่าง 100 ถึง 120 เมตร พื้นผิวของที่ราบสูงค่อนข้างเรียบ แต่ได้รับอิทธิพลจากลมและการกัดเซาะตามธรรมชาติจนเกิดเป็นร่องต่าง ๆ และทางด้านตะวันตกเฉียงใต้หันหน้าไปยัง “บะห์รุนนะญัฟ”
ทางตะวันตกของนะญัฟมีหน้าผาหินที่เรียกว่า “ฏอร อันนะญัฟ” ซึ่งแนวด้านเหนือทอดยาวไปจนถึงกัรบะลาอ์ และเรียกว่า “ฏอร อัสซัยยิด” โดยในบริเวณเหล่านี้สามารถมองเห็นชั้นหินของที่ราบสูงได้อย่างชัดเจน
สภาพอากาศของนะญัฟในฤดูกาลต่าง ๆ
สภาพอากาศของนะญัฟเป็นแบบทะเลทรายและแห้งแล้ง ฤดูร้อนร้อนจัด ฤดูหนาวหนาว มีปริมาณฝนน้อย และมีพายุทรายพัดมาจากเขตทะเลทราย
เมืองนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ของอิรักที่ได้รับแสงแดดมากที่สุด โดยเฉพาะในฤดูร้อน ด้วยเหตุนี้ บ้านเรือนเก่าแก่ของนะญัฟจึงถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมเฉพาะและมีตรอกซอกซอยแคบ ๆ เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงความร้อน
วัสดุต่าง ๆ เช่น อิฐ ปูนปลาสเตอร์ และไม้ ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นฉนวนกันความร้อน ขณะที่ประชาชนขุดห้องใต้ดินเพื่อหลบความร้อน นอกจากนี้ เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำผิวดิน จึงมีการใช้น้ำจากบ่อน้ำใต้ดิน
ในปัจจุบัน อุณหภูมิฤดูร้อนของนะญัฟบางครั้งสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส และปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนยิ่งเพิ่มความรุนแรงของความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ นอกจากนี้ นโยบายด้านการวางผังเมืองที่ไม่เหมาะสม การลดลงของน้ำในแม่น้ำ ภัยแล้ง และปริมาณฝนที่น้อยลง ยังส่งผลให้พืชพรรณธรรมชาติในภูมิภาคลดลง
การเพิ่มขึ้นของประชากร จำนวนยานพาหนะ การไม่ใช้พลังงานสะอาด และปัจจัยอื่น ๆ ยังทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ อุณหภูมิสูงขึ้น และพายุฝุ่นในนครนะญัฟ
ประวัติการก่อตัวและความรุ่งเรืองของนคร “นะญัฟ”
ภายหลังการเป็นชะฮีดของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ในปี ฮ.ศ. 40 ท่านถูกฝังตามคำสั่งเสียของตน ณ “ร็อบวะตุนนะญัฟ”
สุสานอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านถูกปกปิดอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งในยุคของอิมามญะอ์ฟัร อัศศอดิก (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) หลังการล่มสลายของบนีอุมัยยะฮ์ในปี ฮ.ศ. 132 จึงได้รับการเปิดเผย
สิ่งปลูกสร้างอย่างเป็นทางการแห่งแรกเหนือสุสานอันศักดิ์สิทธิ์อาละวี ถูกสร้างขึ้นในปี ฮ.ศ. 283 โดย “ซัยยิด มุฮัมมัด บิน ซัยด์ อัลฮะซะนี” อาคารแห่งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตัวของนครนะญัฟ และเป็นรากฐานของการพัฒนาและขยายตัวของเมือง
ภายหลังจากนั้น ชาวอะละวีและบุคคลสำคัญของชีอะฮ์จำนวนหนึ่งได้เข้ามาพำนักในนะญัฟ และต่อมาครอบครัวนักวิชาการจากกูฟะฮ์และพื้นที่อื่น ๆ ก็ทยอยอพยพมายังเมืองนี้ เมื่อเวลาผ่านไป มีการสร้างอาคารและบ้านเรือนจำนวนมากโดยรอบสุสาน และเมืองก็เริ่มเจริญรุ่งเรือง
ในยุคราชวงศ์บูยิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของอะฎุดุดเดาละฮ์เมื่อปี ฮ.ศ. 371 มีการให้ความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาสุสานอันทรงเกียรติและการสนับสนุนผู้พำนักและผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง ในช่วงนี้ นะญัฟได้กลายเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีประชากรหนาแน่น อย่างไรก็ตาม เมืองนี้มีการเติบโตทางด้านสิ่งปลูกสร้างอย่างโดดเด่นในยุคราชวงศ์ญะลาอิริด
ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ของนครนะญัฟกับสองเมือง “ฮีเราะฮ์และกูฟะฮ์”
นะญัฟ ฮีเราะฮ์ และกูฟะฮ์ ร่วมกันก่อให้เกิด “สามเหลี่ยมแห่งอารยธรรม” ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์อิรัก ทั้งก่อนและหลังอิสลาม ในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา วิชาการ และวัฒนธรรม
ตามแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ การก่อตั้งเมืองฮีเราะฮ์ในยุคแรกย้อนกลับไปถึงสมัยกษัตริย์บาบิโลน “นะบูคัดเนซซาร์” (562–604 ปีก่อนคริสตกาล)
อัฏเฏาะบะรีรายงานว่า: “เขาได้รวบรวมพ่อค้าชาวอาหรับกลุ่มหนึ่งซึ่งเดินทางเข้าออกดินแดนของเขา ให้มาตั้งถิ่นฐานในเขตนะญัฟ สร้างบ้านและกำแพงเมืองให้แก่พวกเขา และจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำไว้ ณ ที่นั้น”
ชื่อเสียงสำคัญของฮีเราะฮ์เกิดขึ้นในยุคการปกครองของ “กษัตริย์ลัคมิด” (ค.ศ. 268–633) ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ ด้วยเหตุนี้จึงมีการสร้างอารามคริสต์จำนวนมากในภูมิภาคนี้ โดยร่องรอยของบางแห่งยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน
ภายหลังการสร้างเมืองกูฟะฮ์ในปี ฮ.ศ. 17 (ค.ศ. 638) เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญทางการเมืองและการปกครอง และในปี ฮ.ศ. 36 (ค.ศ. 657) อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้เลือกเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของรัฐอิสลาม
นะญัฟมีความเชื่อมโยงกับฮีเราะฮ์และกูฟะฮ์มาโดยตลอดทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการเรียกชื่อเมืองนี้ว่า “นะญัฟ อัลฮีเราะฮ์” หรือ “นะญัฟ อัลกูฟะฮ์” ด้วย
นครนะญัฟในมุมมองของนักประวัติศาสตร์
อัลบะลาซุรีรายงานว่า:
“หลังจากชาวมุสลิมพำนักอยู่ที่มะดาอินและไม่พอใจกับสภาพของพื้นที่นั้น ‘อุมัร บิน ค็อฏฏอบ’ จึงสั่งให้เลือกสถานที่ที่เหมาะสมกว่าสำหรับพวกเขา ในที่สุด สะอ์ด บิน อบีวักกอศและผู้ร่วมเดินทางก็มาถึงบริเวณที่เป็นเมืองกูฟะฮ์ในปัจจุบัน ซึ่งในเวลานั้นรู้จักกันในชื่อ ‘ค็อดด์ อัลอัซรออ์’ และเต็มไปด้วยดอกไม้ เช่น ดอกชะกออิกและอุกฮุวาน [ดอกไม้คล้ายคาโมมายล์] พวกเขาจึงเลือกสถานที่นั้นเพื่อสร้างเมือง”
อบูมันศูร อัษษะอาลิบีรายงานว่า:
“วันหนึ่ง นุอ์มาน บิน มุนซิร ออกไปพักผ่อนตามทุ่งราบรอบฮีเราะฮ์ ที่นั่นเขาพบดอกไม้สีแดงงดงามที่เรียกว่า ‘ชะกออิก’ และเนื่องจากเขาชื่นชอบมาก จึงสั่งให้มีการคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดอกไม้เหล่านี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘ชะกออิก อันนุอ์มาน’”
อิบนุลเญาซี ยังรายงานจากผู้รายงานนามว่า “อะอ์ชา” ว่า:
“นุอ์มานออกไปยังทุ่งฮีเราะฮ์ ซึ่งปกคลุมด้วยพืชต่าง ๆ เช่น ชีห์ กัยศูม คุซามา ซะอ์ฟะรอน ชะกออิก อันนุอ์มาน และอุกฮุวาน เมื่อเขาเห็นดอกชะกออิกและชื่นชอบมัน จึงกล่าวว่า ผู้ใดเด็ดดอกไม้เหล่านี้ มือของเขาจะถูกตัด ด้วยเหตุนี้ ดอกไม้เหล่านั้นจึงถูกเรียกว่า ‘ชะกออิก อันนุอ์มาน’”
นอกจากนี้ อบูอับดุลลอฮ์ อัลฮิมยะรี ยังเล่าเรื่องการสนทนาระหว่างคอลิด บิน วะลีด กับอับดุลมะซีห์ บิน บุก็อยละฮ์ อัลฆัสซานีว่า:
“ในอดีต ทะเลเคยทอดมาถึงใกล้นะญัฟ และเรือจากอินเดียและจีนเคยเข้าเทียบท่าที่นั่น หญิงชาวฮีเราะฮ์สามารถถือขนมปังเพียงแผ่นเดียว แล้วเดินทางผ่านหมู่บ้านที่เจริญรุ่งเรือง เต็มไปด้วยสวนและน้ำจืด จนไปถึงชามได้ แต่ทุกวันนี้ ความรุ่งเรืองและความโอ่อ่าในอดีตทั้งหมดได้สูญสิ้นไป แผ่นดินกลายเป็นแห้งแล้งและรกร้าง และนี่คือซุนนะฮ์ของอัลลอฮ์ในการเปลี่ยนแปลงสภาพของบ่าวและแผ่นดิน”
ทุ่งราบรอบกูฟะฮ์และนะญัฟ เนื่องจากมีพืชทะเลทรายขึ้นอยู่มาก จึงเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ของชนเผ่าอาหรับ อิบนุฮัซม์รายงานจากอบีรอชิด อัสสะละมานีว่า เขาเคยเลี้ยงอูฐของครอบครัวอยู่ในบริเวณเดียวกันนั้น
พื้นที่นะญัฟยังถือเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการรักษาโรคและใช้หลบภัยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคต่าง ๆ เนื่องจากมีอากาศบริสุทธิ์และเปิดโล่งสู่ทะเลทราย
อัฏเฏาะบะรีเขียนเกี่ยวกับสาเหตุของการสร้างพระราชวัง “คอวะรนัก” ว่า:
“ยัซดะญิรด์แห่งราชวงศ์ซาซานียะฮ์ ต้องการสถานที่ที่มีอากาศดีและห่างไกลจากโรคภัยสำหรับเลี้ยงดูบะห์รอม กูร บุตรชายของตน จึงมอบเขาให้อยู่ในความดูแลของนุอ์มาน บิน มุนซิร เพื่อให้สร้างพระราชวังสำหรับเขาในทุ่งฮีเราะฮ์”
หลังจากสร้างเมืองกูฟะฮ์ ชนเผ่าอาหรับต่างเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และพื้นที่ส่วนหนึ่งของทุ่งในเขต “อัษษะวียะฮ์” ก็กลายเป็นสุสานสาธารณะของกูฟะฮ์
ศอฮาบะฮ์และตาบิอีนจำนวนมากถูกฝังอยู่ที่นั่น รวมถึง “ค็อบบาบ บิน อัลอัรรัต” (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 37) และกุมัยล์ บิน ซิยาด (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 82) ซึ่งสุสานอันมีชื่อเสียงของเขาตั้งอยู่ในเขต “ฮันนานะฮ์”
ในช่วงแรก ชาวกูฟะฮ์ฝังผู้เสียชีวิตของตนภายในเมือง แต่ภายหลังคำสั่งเสียของ “ค็อบบาบ บิน อัลอัรรัต” หนึ่งในศอฮาบะฮ์ของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ซึ่งประสงค์จะถูกฝังใน “อัซซะฮ์ร์” พื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นสุสานสาธารณะ และเขาเป็นบุคคลแรกที่ถูกฝัง ณ ที่นั้น
คำอธิบายของนักเดินทางชาวอันดะลุส(สเปน)เกี่ยวกับนครนะญัฟ
“อิบนุญุบัยร์” นักเดินทางชาวอันดะลุส ได้กล่าวถึงนะญัฟระหว่างการเดินทางในปี ฮ.ศ. 579 (ค.ศ. 1183) และอธิบายว่าเป็นดินแดนมั่นคงและกว้างใหญ่ข้างเมืองกูฟะฮ์ ณ ชายขอบของทะเลทราย
เขากล่าวว่า ทางตะวันตกของเมือง ในระยะประมาณหนึ่งฟัรซัค มีสถานที่ซิยาเราะฮ์ซึ่งเชื่อมโยงกับอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และมีอาคารอันโอ่อ่าถูกสร้างขึ้นเหนือสถานที่นั้น แม้ตัวเขาเองจะไม่มีโอกาสได้ไปเห็น เนื่องจากมีเวลาไม่เพียงพอ
อิบนุบัฏฏูเฏาะฮ์ ในการเดินทางสู่นะญัฟเมื่อปี ฮ.ศ. 727 (ค.ศ. 1326) ก็ได้อธิบายว่าเป็นเมืองงดงาม มีประชากรหนาแน่น เจริญรุ่งเรือง และมีตลาดที่สะอาดและเป็นระเบียบ พร้อมทั้งยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุดของอิรัก
เมื่อเวลาผ่านไป บ้านเรือนและย่านต่าง ๆ โดยรอบฮะรัมอันศักดิ์สิทธิ์อาละวีได้ก่อตัวขึ้นและค่อย ๆ ขยายตัว การอพยพของผู้คนเข้าสู่นะญัฟจำนวนมาก เกิดขึ้นทั้งจากความปรารถนาที่จะพำนักใกล้สุสานของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และเพื่อศึกษาในเฮาซะฮ์วิชาการอันยิ่งใหญ่ของเมือง ปัจจัยเหล่านี้เองทำให้นะญัฟกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญทางศาสนาและวิชาการของโลกอิสลาม
แหล่งอ้างอิง:
เรียบเรียงจากหนังสือ “ตารีค อัลมัรก็อด อัลอะละวี อัลมุเฏาะฮ์ฮัร”