Most searched:

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ในภาพสะท้อนแห่งอัลกุรอาน

มีโองการอันทรงเกียรติมากมายที่ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับฐานะและเกียรติคุณของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ตลอดจนความจำเป็นในการเชื่อฟังและปฏิบัติตามท่าน

โองการจำนวนมากในอัลกุรอานอันทรงเกียรติถูกประทานลงมาเกี่ยวกับคุณธรรม เกียรติคุณ และความจำเป็นในการเชื่อฟังอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)

“อับดุลลอฮ์ อิบนุอับบาส” กล่าวเกี่ยวกับโองการเหล่านี้ว่า: “สิ่งที่ปรากฏในอัลกุรอานอันทรงเกียรติเกี่ยวกับอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และฐานันดรของท่านนั้น มิได้ปรากฏเกี่ยวกับบุคคลอื่นใด” [1]

ในโองการอันทรงเกียรติ

 «یا أیُّها الَّذینَ آمَنُوا»

ไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับถ้อยคำนี้มากเท่าอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เพราะท่านคือผู้มาก่อน เป็นอะมีร และเป็นผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา อัลลอฮ์ได้ทรงตำหนิบรรดาสหายของมุฮัมมัด (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ขณะที่อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) คือผู้เดียวที่ได้รับการกล่าวถึงด้วยความดี มิใช่บุคคลอื่น ถ้อยคำนี้ได้รับการรายงานโดย “อัฏเฏาะบะรอนี” และ “อิบนุอบีฮาติม” จากอิบนุอับบาส [2]

ด้วยเหตุที่มีโองการจำนวนมากถูกประทานลงมาเกี่ยวกับอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) บรรดานักรายงานหะดีษและนักอรรถาธิบายอัลกุรอานผู้มีชื่อเสียงหลายท่านจึงได้รวบรวมและจัดหมวดหมู่โองการอันทรงเกียรติเหล่านี้ อาทิ อัลญะลูดี, อัฏเฏาะบะรอนี, อบูนุอัยม์, มุฮัมมัด บิน มุอ์มิน อัชชีรอซี, ฮัสกานี, อบุลฟะร็อจญ์ อัลอิศฟะฮานี, ฮิบบะรี, มัรซุบานี, อบูอิสฮาก อัษษะเกาะฟี, อบูญะอ์ฟัร อัลกุมมี, อัลมะญาชิอี, อบูอับดุลลอฮ์ อัลคุรอซานี และท่านอื่น ๆ [3]

ต่อไปนี้คือโองการสำคัญบางส่วนโดยสังเขป:

1. ซูเราะฮ์อันทรงจำเริญ “ฮัลอะตา” ซึ่งถูกประทานลงมาเกี่ยวกับอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) อิมามฮะซันและอิมามฮุเซน (ขอความสันติจงมีแด่ทั้งสองท่าน)

2. โองการที่ 55 แห่งซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์:

«إِنَّمَا وَلِیُّکُمُ الله وَرَسُولُهُ وَالَّذِینَ آمَنُوا الَّذِینَ یُقِیمُونَ الصَّلَاهَ وَیُؤْتُونَ الزَّکَاهَ وَهُمْ رَاکِعُونَ»

เป็นที่รู้จักในนาม “โองการวิลายะฮ์” ซึ่งนักอรรถาธิบายอัลกุรอานและนักรายงานหะดีษทั้งฝ่ายชีอะฮ์และซุนนีต่างเห็นพ้องกันว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)

3. โองการที่ 23 แห่งซูเราะฮ์อัชชูรอ:

«قُل لَّا أَسْأَلُکُمْ علیّهِ أَجْرًا إِلَّا الْمَوَدَّهَ فِی الْقُرْبَىٰ»

เป็นที่รู้จักในนาม “โองการมะวัดดะฮ์” โดยคำว่า «القربی» หมายถึงอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) อิมามฮะซันและอิมามฮุเซน (ขอความสันติจงมีแด่ทั้งสองท่าน) ตลอดจนลูกหลานของอิมามฮุเซน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้แก่บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติจงมีแด่พวกท่าน)

4. โองการที่ 1 แห่งซูเราะฮ์อันนัจม์:

«وَالنَّجْمِ إِذَا هَوَىٰ...»

ทั้งฝ่ายชีอะฮ์และอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ได้รายงานว่า ท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) กล่าวว่า:

“ดาวดวงนี้ตกลงบนบ้านของผู้ใด ผู้นั้นคือเคาะลีฟะฮ์ของชาวมุสลิมหลังจากฉัน”

ดาวดวงนั้นได้ตกลงบนบ้านของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) บรรดามุนาฟิกกล่าวว่า: “ท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) หลงใหลลูกพี่ลูกน้องของตน และกล่าวสิ่งนี้ตามอารมณ์ปรารถนา”

ดังนั้นโองการอันทรงเกียรตินี้จึงถูกประทานลงมา:

«وَالنَّجْمِ إِذَا هَوَىٰ* مَا ضَلَّ صَاحِبُکُمْ وَمَا غَوَىٰ* وَمَا یَنطِقُ عَنِ الْهَوَىٰ* إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْیٌ یُوحَىٰ»

[อันนัจม์: 1–4]

5. โองการที่ 67 แห่งซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์:

«یَا أَیُّهَا الرَّسُولُ بَلِّغْ مَا أُنزِلَ إِلَیْکَ مِن رَّبِّکَ وَإِن لَّمْ تَفْعَلْ فَمَا بَلَّغْتَ رِسَالَتَهُ»

โองการนี้เป็นที่รู้จักในนาม “โองการตับลีฆ” และถูกประทานลงมาก่อนเหตุการณ์ฆอดีร ท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้ปฏิบัติตามพระบัญชาของอัลลอฮ์ และประกาศแก่สาธารณชนว่า อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) มีวิลายะฮ์เหนือชาวมุสลิมทั้งหมดหลังจากศาสนทูตองค์สุดท้าย โดยมีอัลลอฮ์และผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นทั้งหมดเป็นพยาน

ท่านกล่าวว่า:

«من کنت مولاه فهذا علیّ مولاه»

“ผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา หลังจากฉัน อะลีผู้นี้ก็คือเมาลาของเขา”

อัสสุยูฏีรายงานว่า ตามคำกล่าวของศอฮาบะฮ์บางท่าน โองการนี้ถูกประทานลงมาในความหมายว่า:

“โอ้ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ จงประกาศสิ่งที่เราได้ประทานลงมายังเจ้า ว่าแท้จริงอะลีผู้นี้คือเมาลาของบรรดาผู้ศรัทธา” [4]

6. โองการที่ 3 แห่งซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์:

«الْیَوْمَ أَکْمَلْتُ لَکُمْ دِینَکُمْ وَأَتْمَمْتُ علیّکُمْ نِعْمَتِی...»

“โองการอิกมาล” ถูกประทานลงมาหลังเหตุการณ์ฆอดีร กล่าวคือ หลังจากศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ได้ประกาศวิลายะฮ์ของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ณ ฆอดีรคุม

7. โองการที่ 12 แห่งซูเราะฮ์อัลฮากเกาะฮ์:

«وَتَعِیَهَا أُذُنٌ وَاعِیَهٌ»

“และหูที่ตระหนักรู้จะจดจำมันไว้”

เกี่ยวกับโองการอันทรงเกียรตินี้ ท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) หันไปยังอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และกล่าวว่า:

“หูนั้นก็คือหู [แห่งความเข้าใจและการรับรู้] ของเจ้า”

8. โองการอันทรงเกียรติ:

«وَالسَّابِقُونَ السَّابِقُونَ* أُولَٰئِکَ الْمُقَرَّبُونَ»

[อัลวากิอะฮ์: 10–11]

มีรายงานว่า “อัสซาบิกูน” แบ่งเป็นสามกลุ่ม ในรายงานหนึ่งจากอิบนุอับบาส เขากล่าวว่า:

“ยูชะอ์ บิน นูน มาหลังจากมูซา เจ้าของยาซีนมาหลังจากอีซา และอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เป็นผู้สืบตำแหน่งหลังจากมุฮัมมัด (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน)”
(อิห์กอกุลฮักก์ วะอิซฮากุลบาฏิล) [5]

ในอีกหะดีษหนึ่งมีรายงานว่า:

“อัสซาบิกูน อัสซาบิกูน มีสี่คน ได้แก่ บุตรของอาดัมผู้ถูกสังหาร คือฮาบีล, ผู้มาก่อน(ผู้ที่รับศาสนาก่อน)ในประชาชาติของมูซาซึ่งเป็นผู้ศรัทธาจากครอบครัวของฟิรเอาน์, ผู้มาก่อน(ผู้ที่รับศาสนาก่อน)ในประชาชาติของอีซา คือฮะบีบ อันนัจญาร และผู้มาก่อน(ผู้ที่รับศาสนาก่อน)ในประชาชาติของมุฮัมมัด (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) คืออะลี บิน อบีฏอลิบ อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)” [6]

9. โองการที่ 19 แห่งซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์:

«أَجَعَلْتُمْ سِقَایَهَ الْحَاجِّ وَعِمَارَهَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ کَمَنْ آمَنَ بِاللَّه وَالْیَوْمِ الْآخِرِ وَجَاهَدَ فِی سَبِیلِ الله»

โองการนี้กล่าวถึงอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) อับบาส และชัยบะฮ์

อับบาสกล่าวว่า: “ฉันประเสริฐกว่า เพราะฉันเป็นผู้รับผิดชอบในการให้น้ำแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์แห่งบัยตุลลอฮ์”

ชัยบะฮ์กล่าวว่า: “ฉันประเสริฐกว่า เพราะฉันรับผิดชอบการดูแลมัสยิดอัลฮะรอม”

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า:

“ฉันคือผู้ประเสริฐกว่า เพราะฉันเข้ารับอิสลามก่อนพวกท่าน และได้ฮิจเราะฮ์และญิฮาด”

จากนั้นพวกเขายอมรับสิ่งที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้นำมา และโองการนี้ก็ถูกประทานลงมา [7]

10. โองการที่ 18 แห่งซูเราะฮ์อัสสัจญะฮ์:

«أَفَمَن کَانَ مُؤْمِنًا کَمَن کَانَ فَاسِقًا لَّا یَسْتَوُونَ»

โองการนี้กล่าวถึงอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และวะลีด บิน อุกบะฮ์ มีรายงานจากอิบนุอับบาสว่า:

“เกิดการโต้เถียงขึ้นระหว่างอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กับวะลีด บิน อุกบะฮ์ ท่านกล่าวแก่เขาว่า: ‘โอ้ฟาสิก’ วะลีด บิน อุกบะฮ์ก็ตอบกลับ… จากนั้นโองการอันทรงเกียรติข้างต้นจึงถูกประทานลงมา” [8]

11. โองการที่ 12 แห่งซูเราะฮ์อัลฮากเกาะฮ์:

«یَا أَیُّهَا الَّذِینَ آمَنُوا إِذَا نَاجَیْتُمُ الرَّسُولَ فَقَدِّمُوا بَیْنَ یَدَیْ نَجْوَاکُمْ صَدَقَهً»

ไม่มีผู้ใดนอกจากอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ที่ปฏิบัติตามโองการนี้ ดังที่ท่านกล่าวว่า:

“มีโองการหนึ่งในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ที่ไม่มีผู้ใดนอกจากฉันได้ปฏิบัติตาม ฉันมีหนึ่งดีนาร และนำไปแลกเป็นสิบดิรฮัม ทุกครั้งที่ฉันต้องการสนทนาเป็นการส่วนตัวกับท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ฉันจะบริจาคหนึ่งดิรฮัมเป็นศอดะเกาะฮ์ ไม่มีผู้ใดก่อนหรือหลังฉันกระทำเช่นนี้” [9]

12. โองการที่ 96 แห่งซูเราะฮ์มัรยัม:

«إِنَّ الَّذِینَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ سَیَجْعَلُ لَهُمُ الرَّحْمَٰنُ وُدًّا»

เป็นที่รู้จักในนาม “โองการวุดด์” ซึ่งถูกประทานลงมาเกี่ยวกับอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ดังที่ปรากฏในตัฟซีรอัษษะอ์ละบี, ตัซกิเราะตุลคอวาศ ของซิบฏ์ อิบนุลเญาซี และอัดดุรรุลมันษูร ของสุยูฏี

ตามความหมายของโองการนี้ อัลลอฮ์ทรงวางความรักของบรรดาผู้ศรัทธาไว้ในหัวใจของผู้อื่น ตามรายงานบางส่วน ท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้ขอให้อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวคำวิงวอนว่า:

“ข้าแต่อัลลอฮ์ โปรดทรงวางความรักที่มีต่อข้าไว้ในหัวใจของบรรดาผู้ศรัทธา”

หลังจากคำวิงวอนนี้ “โองการวุดด์” ก็ถูกประทานลงมา

13. โองการที่ 7 แห่งซูเราะฮ์อัลบัยยินะฮ์:

«إِنَّ الَّذِینَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ أُولَٰئِکَ هُمْ خَیْرُ الْبَرِیَّهِ»

“โองการค็อยรุลบะรียะฮ์” ก็ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ดังที่มีคำอธิบายไว้ใน “ตัฟซีรอัดดุรรุลมันษูร” และแหล่งอื่น ๆ โดยกล่าวถึงผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดีว่าเป็นสิ่งถูกสร้างที่ประเสริฐที่สุด ตามรายงานทั้งฝ่ายชีอะฮ์และซุนนี กลุ่มบุคคลดังกล่าวคือท่านอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และบรรดาชีอะฮ์ของท่าน

14. โองการที่ 30 แห่งซูเราะฮ์มุฮัมมัด:

«وَلَتَعْرِفَنَّهُمْ فِی لَحْنِ الْقَوْلِ»

มีรายงานจากอบูสะอีด อัลคุดรีว่า ผู้ที่โองการนี้หมายถึงคืออะลี บิน อบีฏอลิบ อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) [10]

15. โองการที่ 33 แห่งซูเราะฮ์อัลอะห์ซาบ:

«إِنَّمَا یُرِیدُ الله لِیُذْهِبَ عَنکُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَیْتِ وَیُطَهِّرَکُمْ تَطْهِیرًا»

โองการนี้เป็นที่รู้จักในนาม “โองการตัฏฮีร” นักอรรถาธิบายอัลกุรอานฝ่ายชีอะฮ์เชื่อว่าโองการนี้ถูกประทานลงมาโดยเฉพาะเกี่ยวกับบุคคลแห่งกิซาอ์ โดยกล่าวถึงพระประสงค์ของอัลลอฮ์ในการชำระอะฮ์ลุลบัยต์ (ขอความสันติจงมีแด่พวกท่าน) ให้พ้นจากมลทินและความไม่บริสุทธิ์

โองการนี้ถูกประทานลงมาในเวลาที่ท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) พร้อมด้วยอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) อิมามฮะซันและอิมามฮุเซน (ขอความสันติจงมีแด่ทั้งสองท่าน) อยู่ภายใต้ผ้าคลุมผืนเดียวกัน และมีรายงานจาก “อุมมุสะละมะฮ์” ว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับบุคคลทั้งห้าท่านนี้:

«إِنَّمَا یُرِیدُ الله لِیُذْهِبَ عَنکُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَیْتِ وَیُطَهِّرَکُمْ تَطْهِیرًا»

16. โองการที่ 4 แห่งซูเราะฮ์อัตตะห์รีม:

«وَإِن تَظَاهَرَا علیّهِ فَإِنَّ الله هُوَ مَوْلَاهُ وَجِبْرِیلُ وَصَالِحُ الْمُؤْمِنِینَ»

เป็นที่รู้จักในนาม “โองการศอลิหุลมุอ์มินีน” มีรายงานจากอิบนุอับบาสว่า ผู้ที่เป็นตัวอย่างของ «صالح المؤمنین» คือท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ดังที่มีการกล่าวถึงในอัดดุรรุลมันษูรเช่นกัน [11]

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากอัสมาอ์ บินต์ อุมัยส์ ว่านางกล่าวว่า:

“ฉันได้ยินท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) กล่าวว่า: ‘ศอลิหุลมุอ์มินีน คืออะลี บิน อบีฏอลิบ (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)’”

17. โองการที่ 33 แห่งซูเราะฮ์อัซซุมัร:

«وَالَّذِی جَاءَ بِالصِّدْقِ وَصَدَّقَ بِهِ»

มีรายงานจากมุญาฮิดว่า เขากล่าวว่า:

“มุฮัมมัด (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้นำสัจธรรมมา [นำสาส์นมา] และอะลี บิน อบีฏอลิบ อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้ยืนยันและทำให้สัจธรรมนั้นมั่นคง”

ดังที่ปรากฏในตารีค อิบนุอะซากิร, กิฟายะตุฏฏอลิบ ของกันญี, ตัฟซีรอัลกุรฏุบี อีกทั้งอบูฮุร็อยเราะฮ์ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ และยังมีคำอธิบายไว้ในอัดดุรรุลมันษูรเช่นกัน [12]

18. โองการที่ 17 แห่งซูเราะฮ์ฮูด:

«أَفَمَن کَانَ عَلَىٰ بَیِّنَهٍ مِّن رَّبِّهِ وَیَتْلُوهُ شَاهِدٌ مِّنْهُ»

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า:

“ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้นำหลักฐานจากอัลลอฮ์มา และฉันคือพยานผู้ที่อ่านและปฏิบัติตามหลักฐานนั้น”

ถ้อยคำนี้ยังปรากฏใน “ยะนาบีอุลมะวัดดะฮ์” และ “อัดดุรรุลมันษูร” ด้วย

19. โองการที่ 124 แห่งซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์:

«إِنِّی جَاعِلُکَ لِلنَّاسِ إِمَامًا قَالَ وَمِن ذُرِّیَّتِی قَالَ لَا یَنَالُ عَهْدِی الظَّالِمِینَ»

ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) กล่าวว่า:

“อิบรอฮีม บรรพบุรุษของฉัน เป็นผู้ได้รับภารกิจแห่งการเป็นศาสนทูต…”

จากนั้นท่านกล่าวว่า:

“ภารกิจนี้มาถึงฉันและอะลี ไม่มีผู้ใดในพวกเราสองคนเคยสุญูดต่อรูปปั้นเลย อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งฉันเป็นศาสดา และทรงแต่งตั้งอะลีเป็นวะศีย์” [13]

แหล่งอ้างอิง
[1] ตารีค อัลคุละฟาอ์, สุยูฏี: หน้า 189, ดารุตตะอาวุน, มักกะฮ์ อัลมุกัรรอมะฮ์; และดูเพิ่มเติม: นูรุลอับศอร: หน้า 90
[2] นูรุลอับศอร: หน้า 87 และ 90; และดูเพิ่มเติม: กิฟายะตุฏฏอลิบ: หน้า 139
[3] อะฮ์ลุลบัยต์ (ขอความสันติจงมีแด่พวกท่าน) ฟี อัลมักตะบะฮ์ อัลอะเราะบียะฮ์, อับดุลอะซีซ อัฏเฏาะบาฏอบาอี: หน้า 444–455; และดูเพิ่มเติม: มุอัสสะสะฮ์ อาลุลบัยต์ (ขอความสันติจงมีแด่พวกท่าน) ลิอิห์ยาอ์ อัตตุรอษ – กุม, พิมพ์ครั้งที่ 1; และดูเพิ่มเติม: อัซซะรีอะฮ์ อิลา ตะศอนีฟ อัชชีอะฮ์, ออกอ บูซุรก์ เตหะรอนี: เล่ม 19, หน้า 28–29, สำนักพิมพ์อิสมาอีลียาน – กุม; และดูเพิ่มเติม: อันนูร อัลมุชตะอิล มิน กิตาบ มา นะซะละ มิน อัลกุรอาน ฟี อัลอิมาม อะลี (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน), อบูนุอัยม์ อัลอิศฟะฮานี: หน้า 14–19, กระทรวงวัฒนธรรมและการชี้นำอิสลาม – กุม, พิมพ์ครั้งที่ 1
[4] อัดดุรรุลมันษูร, อัสสุยูฏี: เล่ม 2, หน้า 298
[5] อัตตุสตะรี: เล่ม 5, หน้า 588
[6] บิฮาร อัลอันวาร, อัลลามะฮ์ มัจลิซี: เล่ม 69, หน้า 156
[7] บิฮาร อัลอันวาร, อัลลามะฮ์ มัจลิซี: เล่ม 22, หน้า 288
[8] อิห์กอกุลฮักก์ วะอิซฮากุลบาฏิล, อัตตุสตะรี: เล่ม 14, หน้า 201
[9] อิห์กอกุลฮักก์ วะอิซฮากุลบาฏิล, อัตตุสตะรี: เล่ม 14, หน้า 201
[10] กิฟายะตุฏฏอลิบ
[11] อัดดุรรุลมันษูร: เล่ม 6, หน้า 244
[12] อัดดุรรุลมันษูร: เล่ม 5, หน้า 328
[13] อัลอะมาลี, เชคฏูซี: เล่ม 1, หน้า 889

เนื้อหาเพิ่มเติม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *