Most searched:

การบัยอะฮ์โดยบังคับ; จากการบุกบ้านของนายแห่งผู้ยำเกรง สู่การไว้อาลัยแด่ผู้พลีตนคนแรกเพื่อวิลายะฮ์

ในห้วงวันที่เงาของเหตุการณ์สะกีฟะฮ์ทอดทับเหนือฟากฟ้าแห่งสัจธรรม บ้านของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งบาดแผลของประวัติศาสตร์ สถานที่ซึ่งการบุกบ้านของนายแห่งผู้ยำเกรงเพื่อบีบบังคับให้ท่านให้บัยอะฮ์ เป็นเหตุให้บุตรผู้บริสุทธิ์ของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) แท้ง และก่อให้เกิดบาดแผลอันเป็นนิรันดร์แก่เรือนร่างของอิสลาม

วันเวลาหลังการเป็นชะฮีดของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์สะกีฟะฮ์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอันปั่นป่วน ช่วงเวลาอันยากลำบากนี้นำไปสู่หนึ่งในเหตุการณ์ที่ขมขื่นที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม นั่นคือการบุกบ้านของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) แรงกดดันเพื่อบีบบังคับให้ท่านให้บัยอะฮ์ไม่เพียงละเมิดความศักดิ์สิทธิ์ของบ้านท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) เท่านั้น แต่บาดแผลอันแสนสาหัสที่เกิดแก่ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) ยังเป็นเหตุให้ทารกในครรภ์อายุหกเดือนของนาง คือท่านมุห์ซิน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เป็นชะฮีด เด็กน้อยผู้ซึ่งท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้ตั้งชื่ออันจำเริญให้แก่เขาด้วยตนเอง

ทบทวนเหตุการณ์สะกีฟะฮ์และการปกป้องอัลกุรอานและอิมามะฮ์ของอิมาม

ความพยายามของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ในการยืนยันสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจแยกจากกันระหว่างอัลกุรอานกับวงศ์วานของท่านศาสดา ท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมืองภายหลังการเป็นชะฮีดของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) กลับต้องเผชิญกับการเมินเฉยของสังคมและการโจมตีขอบเขตอันศักดิ์สิทธิ์ของอะฮ์ลุลบัยต์

กระบวนการให้บัยอะฮ์แก่อบูบักร์โดยชาวอาหรับและบุคคลอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่พิธีฝังท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) เสร็จสิ้นลง

อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ ได้ให้บัยอะฮ์แก่อบูบักร์และจับมือเขา จากนั้นชาวอาหรับกลุ่มหนึ่งซึ่งเดินทางมายังมะดีนะฮ์ในเวลานั้น ตลอดจนบุคคลที่อยู่ในกลุ่ม “มุอัลละฟะฮ์ กุลูบุฮุม” ได้ให้บัยอะฮ์แก่เขา และคนอื่น ๆ ก็ปฏิบัติตามพวกเขา ข่าวเรื่องนี้มาถึงอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) หลังจากที่ท่านเสร็จสิ้นการชำระร่าง การหะนูฏ การห่อกะฝั่น การจัดเตรียมและฝังร่างของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ตลอดจนการประกอบนมาซเหนือร่างของท่าน โดยมีบนีฮาชิมและสหายกลุ่มหนึ่งร่วมอยู่ด้วย เช่น ซัลมาน อบูซัรร์ มิกดาด อัมมาร ฮุซัยฟะฮ์ อุบัยย์ บิน กะอ์บ และบุคคลอื่นอีกราวสี่สิบคน

จากนั้นอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้ลุกขึ้น กล่าวขอบคุณและสรรเสริญอัลลอฮ์ แล้วกล่าวว่า “หากอิมามะฮ์เป็นสิทธิของกุเรช ข้าย่อมเป็นผู้มีสิทธิในสิ่งนั้นเหนือชาวกุเรชทั้งหมด และหากอิมามะฮ์มิได้เป็นสิทธิของกุเรช เช่นนั้นชาวอันศอรก็ย่อมมีสิทธิในข้อเรียกร้องของพวกเขาเช่นกัน” จากนั้นท่านได้ปลีกตัวออกจากพวกเขา กลับไปยังบ้านของตน และอยู่ที่นั่นพร้อมกับบรรดามุสลิมที่ปฏิบัติตามท่าน

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า “สำหรับข้านั้น มีแบบอย่างอยู่ในศาสดาของอัลลอฮ์ห้าท่าน:

ในศาสดานูห์ เมื่อเขากล่าวว่า ‘ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ถูกเอาชนะแล้ว ดังนั้นโปรดช่วยเหลือข้าพระองค์ด้วยเถิด’

และในศาสดาอิบรอฮีม เมื่อเขากล่าวว่า ‘ฉันจะปลีกตัวออกจากพวกท่านและจากสิ่งที่พวกท่านเคารพบูชาที่นอกเหนือจากอัลลอฮ์’

และในศาสดาลูฏ เมื่อเขากล่าวว่า ‘โอ้อนิจาหากฉันมีกองกำลังที่จะต่อกรกับพวกท่าน หรือมีที่พึ่งอันมั่นคงให้ฉันพึ่งพิงก็คงดี’

และในศาสดามูซา เมื่อเขากล่าวว่า ‘เมื่อฉันหวาดกลัวพวกท่าน ฉันจึงหลบหนีออกไปจากพวกท่าน’

และในศาสดาฮารูน เมื่อเขากล่าวว่า ‘ชนกลุ่มนี้ถือว่าฉันอ่อนแอ และพวกเขาเกือบจะฆ่าฉันแล้ว’”

การเมินเฉยของผู้คนต่ออัลกุรอานและอิมาม

การที่อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) อ้างอิงวจนะของท่านศาสดาเกี่ยวกับความมิอาจแยกจากกันได้ของอัลกุรอานและวงศ์วาน เพื่อสถาปนาความยุติธรรม กลับได้รับการตอบโต้ด้วยการปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่าผู้คนไม่ต้องการทั้งคัมภีร์ของอัลลอฮ์และวิลายะฮ์ของท่าน

หลังจากนั้น อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้รวบรวมอัลกุรอาน ห่อไว้ในผืนผ้า แล้วนำไปยังประชาชน โดยมีน้ำหนักมากถึงขนาดที่ผ้าซึ่งรองอยู่ส่งเสียงจากน้ำหนักของมัน ท่านกล่าวว่า “นี่คือคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซึ่งข้าได้รวบรวมตามลำดับการประทานลงมา ดังที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้สั่งและกำชับข้าไว้”

บางคนในหมู่พวกเขากล่าวว่า “ปล่อยว่างไปแล้วไปเสีย”

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า “ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้กล่าวแก่พวกท่านว่า ‘ฉันได้ทิ้งสิ่งล้ำค่าสองประการไว้ท่ามกลางพวกท่าน คือคัมภีร์ของอัลลอฮ์และวงศ์วานของฉัน ทั้งสองจะไม่มีวันแยกจากกัน จนกระทั่งทั้งสองมาพบฉัน ณ สระเฮาฎ์’ ดังนั้น หากพวกท่านยอมรับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ก็จงยอมรับข้าควบคู่ไปกับมันด้วย เพื่อที่ข้าจะได้ตัดสินระหว่างพวกท่านตามบทบัญญัติของอัลลอฮ์ที่อยู่ในคัมภีร์นั้น”

พวกเขากล่าวว่า “เราไม่ต้องการทั้งคัมภีร์เล่มนี้และตัวเจ้า จงเอามันกลับไปกับเจ้าเสีย เจ้าอย่าแยกจากมัน และมันอย่าแยกจากเจ้า”

ดังนั้น อะมีรุลมุอ์มินีน อะลี (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) จึงกลับออกมาจากพวกเขา

“มุห์ซิน” ผู้พลีตนคนแรกเพื่อวิลายะฮ์

เมื่อท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้กลับไปพบพระผู้เป็นเจ้า อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และบรรดาชีอะฮ์ของท่านได้อยู่ภายในบ้านตามพันธสัญญาที่ท่านศาสดาได้ทำไว้กับพวกเขา และปิดประตูมิให้ผู้อื่นเข้ามา

ท่านและบรรดาชีอะฮ์ของท่านยังคงอยู่ในบ้าน ตามพันธสัญญาและคำกำชับที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้มอบไว้แก่พวกเขา ในเวลานั้น คนเหล่านั้นได้บุกบ้านของท่าน ใช้กำลังบุกเข้าไปภายใน จุดไฟเผาประตูบ้าน และบังคับนำอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ออกจากบ้าน พวกเขายังกดท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) ประมุขแห่งสตรีทั้งหลายในโลกไว้ระหว่างประตูกับกำแพง จนทำให้นางแท้งบุตร คือมุห์ซิน

จากนั้นพวกเขาต้องการบังคับให้อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ให้บัยอะฮ์ แต่ท่านปฏิเสธและกล่าวว่า “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น”

พวกเขากล่าวว่า “เราจะฆ่าเจ้า”

ท่านกล่าวว่า “หากพวกเจ้าฆ่าข้า ข้าก็คือบ่าวของอัลลอฮ์และพี่น้องของศาสนทูตของพระองค์”

จากนั้นพวกเขาพยายามเปิดมือของท่านเพื่อวางลงบนมือของอบูบักร์ในการให้บัยอะฮ์ แต่ท่านกำมือไว้อย่างแน่นหนา และพวกเขาไม่สามารถง้างนิ้วของท่านออกได้ ดังนั้น ในขณะที่มือของท่านยังคงกำแน่น พวกเขาจึงใช้กำลังบังคับให้กำมือนั้นกระทบเข้ากับมือของอบูบักร์ [1]

วันเวลาอันขมขื่นที่สุดของนายแห่งผู้ยำเกรง

ความปั่นป่วนทางการเมืองและความโศกสะเทือนใจภายหลังการเป็นชะฮีดของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) เชื่อมโยงกับแรงกดดันอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อบังคับให้อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ให้บัยอะฮ์ในเหตุการณ์สะกีฟะฮ์ และก่อให้เกิดวันเวลาอันขมขื่นที่สุดในชีวิตของท่าน

อัมร์ บิน อบีอัลมิกดาม ซึ่งเป็นหนึ่งในนักรายงานหะดีษที่เชื่อถือได้ เป็นผู้ยึดมั่นในมัซฮับอิมามียะฮ์ และเป็นหนึ่งในสหายของอิมามซัจญาด อิมามบากิร และอิมามศอดิก (ขอความสันติจงมีแด่พวกท่าน) ได้รายงานจากบิดาของเขา และบิดาของเขารายงานจากปู่ของเขาว่า:

“ไม่มีวันใดหนักหน่วงและเจ็บปวดยิ่งไปกว่าสองวันที่เกิดขึ้นกับอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) วันแรกคือวันที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) จากโลกนี้ไป ส่วนวันที่สองนั้น ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ข้านั่งอยู่ทางด้านขวาของอบูบักร์ในสะกีฟะฮ์ บนีซาอิดะฮ์ ขณะที่ผู้คนกำลังให้บัยอะฮ์แก่เขา อุมัรได้กล่าวแก่เขาว่า ‘ชายเอ๋ย! ตราบใดที่อะลียังไม่ได้ให้บัยอะฮ์แก่เจ้า เจ้าก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดให้สำเร็จ ดังนั้นจงส่งคนไปหาเขา ให้เขามาหาเจ้าและให้บัยอะฮ์แก่เจ้า’”

ผู้รายงานกล่าวว่า อบูบักร์ส่งกุนฟุซไปและกล่าวแก่เขาว่า “จงไปหาอะลีและบอกเขาว่า จงตอบรับคำเชิญของผู้สืบตำแหน่งของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน)”

การบุกบ้านแห่งวิวรณ์(วะห์ยู)

ความพยายามของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ในการรวบรวมโองการต่าง ๆ ของอัลกุรอานที่กระจัดกระจายอยู่ ต้องเผชิญกับการบุกโจมตีอย่างรุนแรงของกลุ่มผู้ติดตามอบูบักร์ที่บ้านของท่าน และการพังประตูเข้าไป

อัมร์ บิน อบีอัลมิกดาม กล่าวต่อว่า:

“อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า ‘ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้สั่งข้าว่า หลังจากท่านแล้ว อย่าออกจากบ้านจนกว่าข้าจะรวบรวมอัลกุรอานเสร็จ เพราะอัลกุรอานนั้นกระจัดกระจายอยู่บนกิ่งอินทผลัมและกระดูกสะบักที่ใช้สำหรับการเขียน’”

กุนฟุซจึงกลับไปและรายงานคำพูดของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) แก่อบูบักร์ อุมัรกล่าวว่า “ลุกขึ้น และไปหาชายผู้นั้น”

ดังนั้น อบูบักร์ อุมัร อุษมาน คอลิด บิน วะลีด มุฆีเราะฮ์ บิน ชุอ์บะฮ์ อบูอุบัยดะฮ์ อัลญัรรอห์ และซาลิม อดีตทาสของอบูหุซัยฟะฮ์ จึงลุกขึ้น และผู้รายงานก็เดินทางไปพร้อมกับพวกเขาด้วย

ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) คิดว่าจะไม่มีผู้ใดเข้าบ้านของนางโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นนางจึงปิดประตูอย่างแน่นหนา เมื่อพวกเขามาถึงประตูบ้าน อุมัรใช้เท้าถีบประตูจนพัง ซึ่งเป็นประตูที่ทำจากกิ่งอินทผลัม จากนั้นพวกเขาก็บุกเข้าไปภายในบ้าน และนำอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ออกจากบ้านโดยจับคอเสื้อของท่านไว้

การร้องทุกข์ต่อผู้ยึดครองตำแหน่งคิลาฟะฮ์โดยมิชอบธรรม

ความทุกข์ระทมของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) ต่อความยากลำบากภายหลังการเป็นชะฮีดของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) และความตั้งใจของนางที่จะร้องขอต่อพระผู้อภิบาล ได้สงบลงเมื่อได้รับคำสั่งจากอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และนางจึงกลับบ้าน

อัมร์ บิน อบีอัลมิกดาม กล่าวว่า:

ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) ออกมาและกล่าวว่า “โอ้อบูบักร์และอุมัร! พวกเจ้าต้องการทำให้ข้ากลายเป็นหญิงม่ายด้วยการพรากสามีของข้าไปกระนั้นหรือ?! ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หากพวกเจ้าไม่ปล่อยเขา ข้าจะปล่อยผมของข้าให้ยุ่งเหยิง ฉีกคอเสื้อของข้า ไปยังหลุมฝังศพของบิดาข้า และร้องตะโกนต่อพระผู้อภิบาลของข้า”

จากนั้นนางออกจากบ้าน จับมือของฮะซันและฮุเซน (ขอความสันติจงมีแด่ทั้งสองท่าน) และมุ่งหน้าไปยังหลุมฝังศพของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน)

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวแก่ซัลมานว่า “โอ้ซัลมาน! จงรีบไปหาธิดาของมุฮัมมัด (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) เพราะข้าเห็นว่าสองฟากของมะดีนะฮ์กำลังสั่นสะเทือนและพลิกคว่ำ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หากนางทำเช่นนั้น ไม่นานแผ่นดินจะกลืนมะดีนะฮ์และทุกคนที่อยู่ในนั้น”

ซัลมานกล่าวว่า ข้ารีบไปหาท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) และกล่าวว่า “โอ้ธิดาของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน)! อัลลอฮ์ ผู้ทรงจำเริญและสูงส่ง มิได้ทรงส่งบิดาของท่านมาเว้นแต่เพื่อเป็นความเมตตา ดังนั้นโปรดกลับเถิด”

ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) กล่าวว่า “โอ้ซัลมาน! ข้าไม่อาจอดทนได้อีกแล้ว จงปล่อยข้าเถิด เพื่อข้าจะได้ไปยังหลุมฝังศพของบิดาข้า และเรียกร้องต่อพระผู้อภิบาลของข้า”

ซัลมานกล่าวว่า “อะลีส่งข้ามาหาท่าน และท่านได้สั่งให้ท่านกลับไป”

ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) กล่าวว่า “ข้าได้ยินคำของเขาและข้าจะเชื่อฟัง” แล้วนางจึงกลับไป

การบัยอะฮ์โดยบังคับ

หลังจากอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ถูกควบคุมตัวและเผชิญหน้ากับพวกเขาใกล้หลุมฝังศพของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ท่านถูกนำตัวไปยังสะกีฟะฮ์ และภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากอุมัร ท่านถูกข่มขู่ว่าจะสังหารหากไม่ยอมให้บัยอะฮ์

อัมร์ บิน อบีอัลมิกดาม เล่าเหตุการณ์ต่อไปดังนี้:

“ในเวลานั้น อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ถูกนำตัวออกมาโดยมีผู้จับคอเสื้อของท่านไว้ ซุบัยร์ซึ่งชักดาบออกจากฝักแล้วได้เข้าหาพวกเขาและตะโกนว่า ‘โอ้ลูกหลานของอับดุลมุฏฏอลิบ! ขณะที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ อะลีจะถูกปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?!’

จากนั้นเขาพุ่งเข้าใส่อุมัรเพื่อจะฟันเขาด้วยดาบ คอลิด บิน วะลีด ขว้างก้อนหินใส่เขา ซึ่งกระแทกเข้าที่ด้านหลังศีรษะ ทำให้ดาบหลุดจากมือ อุมัรจึงหยิบดาบนั้นขึ้นมาและฟาดกับก้อนหินจนดาบหัก

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เดินผ่านหลุมฝังศพของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) และกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า ‘โอ้บุตรแห่งมารดาของข้า! ชนกลุ่มนี้ถือว่าข้าอ่อนแอและเหยียดหยามข้า และพวกเขาเกือบจะฆ่าข้าแล้ว’

ผู้รายงานกล่าวว่า พวกเขานำอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ไปยังสะกีฟะฮ์ต่อหน้าอบูบักร์ อุมัรกล่าวแก่ท่านว่า ‘จงให้บัยอะฮ์’

อิมามกล่าวว่า ‘หากข้าไม่ให้บัยอะฮ์ จะเกิดอะไรขึ้น?’

อุมัรกล่าวว่า ‘หากเป็นเช่นนั้น ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เราจะฟันคอเจ้า’

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า ‘หากเป็นเช่นนั้น ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ พวกเจ้าก็ได้สังหารบ่าวของอัลลอฮ์และพี่น้องของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน)’

อุมัรกล่าวว่า ‘ส่วนการที่เจ้าเป็นบ่าวของอัลลอฮ์และจะถูกสังหารนั้น ใช่ แต่การที่เจ้าเป็นพี่น้องของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) นั้น ไม่ใช่’

ถ้อยคำนี้ถูกกล่าวโต้ตอบระหว่างทั้งสองถึงสามครั้ง

ในเวลานั้น อับบาสก้าวเข้ามาและกล่าวว่า “โอ้อบูบักร์! จงผ่อนปรนต่อบุตรชายของพี่น้องข้าเถิด ข้ารับรองว่าเขาจะให้บัยอะฮ์แก่เจ้า”

จากนั้นอับบาสจับมือของอะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) แล้วลากผ่านมือของอบูบักร์ และพวกเขาก็ปล่อยตัวอิมามไปในขณะที่ท่านยังคงโกรธอยู่

อะมีรุลมุอ์มินีน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เงยศีรษะขึ้นสู่ฟากฟ้าและกล่าวว่า

“ข้าแต่อัลลอฮ์! พระองค์ทรงรู้ว่าท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) ได้กล่าวแก่ข้าว่า ‘หากจำนวนของพวกเขาครบยี่สิบคน จงทำญิฮาดกับพวกเขา’ และนี่คือถ้อยคำเดียวกับที่พระองค์ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า ‘หากในหมู่พวกเจ้ามีผู้ที่อดทนยี่สิบคน พวกเขาจะมีชัยเหนือสองร้อยคน’ ข้าแต่อัลลอฮ์! พวกเขายังมีจำนวนไม่ถึงยี่สิบคน”

ท่านกล่าวถ้อยคำนี้ซ้ำสามครั้ง แล้วจึงกลับไป [2]

หลักฐานแห่งการลบหลู่ที่ของมุฆีเราะฮ์ประทับอยู่บนหน้าผากเขา

หนึ่งในข้อโต้แย้งอันสะเทือนใจของอิมามฮะซัน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ในการเผชิญหน้ากับมุอาวิยะฮ์และพรรคพวกของเขา คือช่วงที่ท่านได้รำลึกถึงความทุกข์ทรมานของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ (ขอความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่นาง) และยืนยันถึงบาปอันหนักหน่วงของมุฆีเราะฮ์ บิน ชุอ์บะฮ์ รวมถึงการลบหลู่ของเขาต่อฐานันดรของท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน)

หนึ่งในข้อโต้แย้งและเหตุผลที่อิมามฮะซัน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) นำมาใช้ต่อมุอาวิยะฮ์และพรรคพวกของเขา คือการที่ท่านกล่าวแก่มุฆีเราะฮ์ บิน ชุอ์บะฮ์ว่า:

“เจ้าคือคนที่ทำร้ายฟาฏิมะฮ์ ธิดาของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ จนร่างกายของนางเปื้อนเลือด และด้วยเหตุนั้น นางจึงแท้งบุตรในครรภ์”

จากนั้นอิมามฮะซัน (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวถึงแรงจูงใจของการกระทำนั้นว่า:

“เจ้ากระทำเช่นนั้นเพราะเจ้าต้องการดูหมิ่นศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) และด้วยการฝ่าฝืนคำสั่งของท่าน เจ้าต้องการลบหลู่เกียรติและฐานันดรของท่าน”

จากนั้นท่านได้รำลึกถึงฐานันดรอันสูงส่งของมารดาของตนและกล่าวต่อว่า:

“ทั้งที่ท่านศาสดา (ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและสันติแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน) เคยตรัสแก่ท่านหญิงซะฮ์รอผู้บริสุทธิ์ว่า ‘โอ้ฟาฏิมะฮ์! เจ้าเป็นประมุขแห่งสตรีชาวสวรรค์’ ดังนั้นจงรู้ไว้เถิด โอ้มุฆีเราะฮ์ ว่าอัลลอฮ์จะทรงทำให้เจ้าเป็นเหยื่อของไฟนรก” [3]

แหล่งอ้างอิง
[1] อิษบาต อัลวะศียะฮ์, หน้า 146.
[2] อัลอิคติศอศ ของเชคมุฟีด, เล่ม 1, หน้า 185.
[3] บิฮาร อัลอันวาร, เล่ม 43, หน้า 197.

เนื้อหาเพิ่มเติม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *